วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ใช้ RAW หรือ JPG ดี

ตั้งไฟล์เป็น RAW หรือ JPG ดี


RAW ดีกว่าอยู่แล้วครับ แต่สิ่งที่ต้องแลก รับไหวไหม?

ปกติ ในกล้องระดับสูง ๆ ขึ้นไป จะมีความสามารถในการถ่ายภาพ RAW ได้ ภาพ RAW คือภาพดิบที่ได้จากเซนเซอร์กล้องเลย คือยังไม่มีการปรับแต่งจากกล้อง และไม่มีการบีบขนาด ดังนั้น ภาพจะมีเนื้อของภาพที่ละเอียดมาก (จำนวนพิกเซลเท่าเดิมนะครับ) ภาพ RAW นี้ยังไม่มีการใส่ค่า White Balance เข้าไปด้วย ดังนั้นเมื่อนำมาเข้าคอมพิวเตอร์แล้ว สามารถเลือก WB ให้เหมาะสมได้ตามชอบใจ โดยไม่มีการสูญเสียรายละเอียดเลย 

การที่จะเลือกแบบไหนดี เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ภาพแต่ละแบบมีคุณสมบัติ ข้อดี ข้อเสียแตกต่างกันอย่างไร จากนั้นจึงเลือกให้เหมาะกับสถานการณ์จะดีกว่านะครับ ในที่นี้ผมไม่ฟันธงว่าควรเลือกอะไร

รูปแบบ RAW 


  • ยังไม่มีการปรับแต่งภาพ สีจะออกจืด ๆ ต้องนำมาเลือกอีกครั้งในด้วยซอฟต์แวร์ที่แถมมาพร้อมกับกล้อง หรือซอฟต์แวร์พิเศษ เช่น Light Room เป็นต้น แต่สามารถดำเนินการทีละหลาย ๆ ภาพได้
  • สามารถปรับเลือก White Balance, Picture Style (Picture Control ในกล้อง Nikon) บนคอมพิวเตอร์ได้ตามใจชอบ ภาพไม่สูญเสียรายละเอียด
  • ขนาดภาพใหญ่มาก ไฟล์ 36 ล้านพิกเซล ภาพจากกล้อง Nikon D800 ภาพเดียว มีขนาดใหญ่มาก ประมาณ 80MB 
  • เนื้อภาพละเอียดกว่า JPG แต่ต้องซูมไประดับลึกสุดๆ ไม่งั้นมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นความแตกต่าง
  • เนื่องจากปริมาณข้อมูลมาก เวลาโหลดเข้าเครื่องก็นานมากด้วย บางทีโหลดเป็นชั่วโมงเลยครับ 
  • ถ้าคอมพิวเตอร์ไม่แรงพอ เปิดทีเดียวเครื่องเกือบค้างเลย พอใช้แล้วเครื่องช้าเลย
  • เวลาถ่าย ต้องเตรียม Memory Card ไปหลายใบ เพราะเต็มเรื่อย
  • ภาพต้นฉบับแก้ไขไฟล์ต้นฉบับไม่ได้ พอแต่งเสร็จ ก็ต้องเซฟไปเป็น JPG หรือ TIF ดังนั้นสมมติแก้ภาพจนเละ ไม่พอใจ ภาพเก่าเราก็ยังอยู่ (เรียกว่ากันพลาด ไม่มีภาพเจ๊ง ภาพหาย) ข้อนี้ผมถือว่าเป็นข้อดีอีกข้อนึงนะครับ
รูปแบบ JPG

  • เป็นรูปแบบที่มีการย่อขนาดมาแล้ว 
  • ขนาดไฟล์เล็กกว่า RAW มาก เช่น ไฟล์ 36 ล้านพิกเซล จากกล้อง Nikon D800 ขนาดประมาณ 11-15MB
  • มีการใช้ White Balance, Picture Style (Picture Control ในกล้อง Nikon), การปรับสีเข้ม สีจาง ทุกสิ่งทุกอย่างมาจากกล้องเรียบร้อย . . . ดังนั้นถ้าเราถ่ายอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก ถ่ายปั๊ป ภาพสวยสดหลังกล้องปุ๊ป ไม่ต้องมาแต่งอีกในคอมพิวเตอร์ (ถ่ายปุ๊ป เสร็จปั๊ป)
  • การทำงานในคอมพิวเตอร์กับภาพ JPG เร็วกว่า
  • อันนี้เป็นจุดด้อยนะครับ คือว่าภาพยิ่งแก้ ยิ่งเซฟ ยิ่งเละ . . . ถ้าแก้บ่อย ๆ หลาย ๆ รอบก็จบกัน สมมติทำผิดแล้วเซฟทับไปแล้ว ภาพต้นฉบับก็ไม่อยู่แล้ว

ผู้ที่เหมาะกับรูปแบบ RAW
- ช่างภาพมืออาชีพ
- ช่างภาพที่ต้องการภาพคุณภาพสูงสุด เช่น งานถ่าย National Geographic
- ช่างภาพที่ไม่สามารถถ่ายผิดได้ เช่น งานแต่งงาน สมมติว่าตั้ง WB ผิด ถ้าใช้ JPG ก็เละเลย แต่ถ้าถ่ายมาเป็น RAW ถ่ายทิ้งถ่ายขว้าง แล้วเอามาปรับแต่งภายหลังได้อีกเยอะ
- ผู้ที่ต้องการถ่ายภาพ และนำภาพมาตกแต่งภายหลัง (Post Processing)

ผู้ที่เหมาะกับรูปแบบ JPG
- ผู้เล่นกล้องเป็นงานอดิเรก คลายเครียด
- ผู้ที่ถ่ายภาพเพื่อความบันเทิง
- ผู้ที่ไม่มีเวลาหรือไม่ชอบปรับแต่งในคอมพิวเตอร์อีกรอบ ถ่ายเสร็จก็เรียบร้อยทันที
- ไม่เน้นคุณภาพสุดยอด (คือไม่ห่วยนะครับ แต่สู้ RAW ไม่ได้เฉยๆ) ภาพ JPG ก็สามารถปรับได้ทุกอย่างเหมือนกัน แต่คุณภาพมีการสูญเสียไปบ้างแล้วขณะแปลงข้อมูลไปมา (แต่ตาเปล่ามองไม่เห็นหรอก)

กล้องบางกล้อง มีโหมดที่สามารถเลือกถ่ายแบบ RAW+JPG เลยนะครับ คือเมื่อกดชัตเตอร์ 1 ครั้ง จะได้ภาพ 2 ภาพแยกจากกัน ภาพนึงเป็น RAW อีกภาพเป็น JPG โดยสามารถตั้งได้ว่า ให้ RAW เก็บในการ์ดหนึ่ง ส่วน JPG เก็บในอีกการ์ดหนึ่ง... คุณสมบัตินี้ผมว่ามีประโยชน์ดีนะครับ คิดว่าใช้ในสถานการณ์ที่ว่า ถ่าย RAW ไว้กันพลาด แต่ถ้าบังเอิญไม่พลาด ก็เอา JPG ไปใช้เลย ไม่ต้องมานั่งปรับแต่งในคอมพิวเตอร์อีกรอบนึง

สรุป 
เมื่อเข้าใจถึงข้อดีข้อเสียของภาพทั้งสองรูปแบบแล้วนะครับ ก็เลือกใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์นะครับ ไว้พบกันครับ

* ถ้าชอบเทคนิคการถ่ายภาพ และรูปที่ผมถ่าย ช่วยทวีต และแชร์ใน G+ หรือเฟซบุ๊ค หรือ IG ด้วยนะครับ (แชร์ได้เต็มที่)
* ผมจะพยายามเขียนเทคนิคการถ่ายภาพเท่าที่ศึกษามา และประสบการณ์ส่วนตัวในการถ่ายสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วยภาษาที่ง่าย ๆ เพื่อให้เพื่อน ๆ ถ่ายภาพออกมากันสวย ๆ นะครับ http://blog.suaythep.com  (จำง่าย ๆ บล็อก.สวยเทพ.คอม)

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น