วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

โหมด M ใช้เมื่อไหร่

การถ่ายภาพโหมดแมนนวล (โหมด M)

สำหรับการใช้โหมด M หรือโหมดแมนนวล อย่างมีประสิทธิภาพ ผมจะใช้คู่กับโหมดวัดแสงเฉพาะจุด (ไม่ใช้โหมดวัดแสงเฉลี่ยทั้งภาพ) เนื่องจากเราต้องหมุนลูกกลิ้งต่าง ๆ เพื่อให้เข็มวัดแสงอยู่ตรงกลาง (คือแสงพอดี) ณ จุดที่เราต้องการวัดแสง


เมื่อใดที่จะใช้โหมดออโต้ เมื่อใดที่จะใช้โหมดแมนนวล เป็นคำถามที่นักเล่นกล้องใหม่ ๆ มักสงสัย

ถ้าจะตอบว่า โหมด M มีไว้ให้โปรถ่าย แต่ถ้ามือใหม่ก็ใช้โหมด Auto ไปเถอะ ผมคิดว่า อาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องซักทีเดียวนัก . . . จึงเขียนบทความนี้มา เล่นประสบการณ์ให้ฟังครับ ว่าจริง ๆ แล้ว ในสถานการณ์ต่าง ๆ เราจะใช้โหมดอะไรกันดี

สำหรับสูตรของผมคือ ใช้โหมด M เมื่อใดก็ตามที่ทำให้การถ่ายง่ายที่สุด (และภาพสวยด้วยนะ) ถ้าสถานการณ์ใดที่ใช้โหมด Auto (ไม่ว่าจะเป็น A, S หรือโหมด P) แล้วถ่ายภาพง่าย และได้ดั่งที่ใจต้องการ ก็ให้ใช้ไปครับ ส่วนสถานการณ์ไหนที่การใช้โหมด M แล้วถ่ายง่าย ผมก็จะเลือกใช้โหมด M ครับ ถ้าใช้โหมด M แล้วไม่ได้ทำให้ถ่ายภาพง่ายขึ้น เราจะไปใช้ทำไมครับ (นั่นสิเนอะ!)

เดี๋ยวผมจะยกตัวอย่างหลาย ๆ สถานการณ์ในบทความนี้นะครับ

หลักการเลือกโหมดการถ่าย ที่ทำให้ชีวิตการถ่ายภาพของเราง่ายขึ้น (ผมเน้นคำว่า "ง่าย" นะครับ) แต่ง่ายแล้วต้องได้ภาพสวยด้วยครับ
  • ถ่ายทั่วไป ใช้โหมด A
คือไม่ว่าจะถ่ายคน ถ่ายวิว ถ่ายมาโคร ถ่ายทั่วไป ถ่ายวัด ถ่ายบ้าน ถ่ายสัตว์ ทุกอย่างผมโหมด Av (หรือ A ในกล้องนิคอน) ลูกเดียวเลยครับ แล้วปรับค่า f เอา ถ้าต้องการชัดตื้น หรือละลายฉากหลัง ก็ f กว้าง (ตัวเลขน้อย ๆ) ชัดลึก ก็ f แคบ (ตัวเลขมาก ๆ แต่อยากมากเกิน เดี๋ยวไม่สวย f/8 หรือ f/11 ก็พอแล้ว) เท่านั้นจบ . . . .

สรุปคือว่า โหมด Av ใช้เยอะที่สุดแล้ว นึกอะไรไม่ออก ปรับโหมด Av ไว้ก่อนครับ สาเหตุที่ไม่ใช้โหมดปุ่มสีเขียว (Full Auto) เนื่องจากมันปรับและควบคุมอะไรไม่ค่อยได้ครับ ชดเชยแสง ปรับ ISO หรืออะไรต่าง ๆ ทำไม่ได้เลยครับ แต่โหมด Av นี่ค่อนข้างคล่องตัวครับ 
  • ถ่ายอะไรที่เกี่ยวกับความเร็ว ความช้า ใช้โหมด S
อะไรที่มีความเร็วมาเกี่ยว เช่น ต้องการหยุดความเคลื่อนไหวของนกที่กำลังบินกลางอากาศ ก็ปรับใช้โหมด S ถ่ายภาพคนกระโดด ก็ใช้โหมด S ถ่ายพัดลมกำลังหมุน (จะถ่ายทำไมเนี่ย) ก็ใช้โหมด S แล้วปรับความเร็วชัตเตอร์ให้สูง ๆ หรือเร็ว ๆ เข้าไว้ เช่น 1/1000 เพื่อหยุดความเคลื่อนไหว ภาพแนวนี้เป็นแนว Stop Action

ตัวอย่างการใช้โหมด S ถ่ายภาพน้ำตก ให้ดูเหมือนกำลังไหล

ถ้าต้องการถ่ายภาพให้ดูเหมือนกำลังเคลื่อนไหว หรือที่เรียกว่า Motion Blur ก็ให้ปรับความเร็วต่ำ ๆ เช่น ภาพน้ำตกข้างบน ใช้ความเร็วชัตเตอร์ 1/5  
  • ถ่ายที่มืด ๆ ที่แสงคงที่ ไม่เปลี่ยนบ่อย ใช้โหมด M
การถ่ายภาพในคอนเสิร์ต การแสดงของลูก ๆ ใน Hall ที่มืด ๆ หรือการถ่ายภาพในพิพิธภัณฑ์ ที่มีการจัดแสงไว้ประมาณนึง พอ ๆ กัน เช่น พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง เป็นต้น อันนี้ โหมด M อาจจะง่ายกว่า ลองใช้ดูนะครับ เช่น พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง มีการจัดแสงส่องลงมายังตัวหุ่นพอ ๆ กันทุกห้อง การที่เราตั้งค่าโหมด M ไว้ภาพเดียว (ล็อค ISO ไว้ด้วยนะครับ) คราวนี้เราก็สนใจแต่การจัดองค์ประกอบอย่างเดียวเลย ไม่ต้องมาพะวงกับการตั้งค่าแสง

แต่สถานการณ์เหล่านี้จะลำบากมาก ถ้าใช้โหมด A เพราะบางที ถ่ายออกมาจะสว่างไป บางทีก็มืดไป เละเทะไปหมด คนถ่ายไม่ต้องทำอะไร มัวแต่คิดสูตรว่าจะชดเชยแสงกันจนหน้ามืด . . .  เรียกว่ากว่าจะได้ภาพนึง ถ่ายกันหลายรอบครับ ต่างกับการที่ใช้โหมด M ปรับให้ดี ๆ เลยทีเดียว แล้วภาพก็จะออกมาประมาณนั้นทุกรูป สบายกว่ากันเยอะครับ  
  • ถ่ายอะไรที่ต้องการล็อคค่าแสง เช่น ถ่ายในสตูดิโอ ที่จัดแสงพอดีแล้ว ใช้โหมด M
เช่น การถ่ายแบบ ถ่ายแฟชั่น ถ่ายในสตูดิโอ ปรับค่าไว้ดี ๆ จนพอใจค่านึงเลย จากนั้นใช้ค่านั้นถ่ายตลอด กดชัตเตอร์ลูกเดียว ไปมีสมาธิอยู่กับตัวแบบ เพื่อให้โพสท่าออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ มีชีวิตชีวา ไม่ต้องไปสนใจกล้องอีกเลย กดลูกเดียว (อาจใช้รีโมทกด จะได้คุยกับตัวแบบอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อลดอาการเกร็ง)

อ้อ บางทีการถ่ายในสตู เค้านิยมใช้ f แคบกันด้วยนะครับ เพื่อเน้นให้ชัดหมด (เพราะไม่มีฉากหลังอะไรจะให้ละลาย) ดังนั้น ส่วนใหญ่จะใช้ f/8 ครับ แล้วล็อคโฟกัสไว้เลย จากนั้นปรับเป็นแมนนวลโฟกัส จะได้กดชัตเตอร์ลูกเดียว ไม่ต้องไปยุ่งกับกล้องอีกเลย ไม่ต้องหาจุดโฟกัสอะไรให้วุ่นวายอีกแล้ว

* ถ้าชอบเทคนิคการถ่ายภาพ และรูปที่ผมถ่าย สามารถทวีต และแชร์ใน G+ หรือเฟซบุ๊คได้เต็มที่นะครับ
* ผมจะพยายามเขียนเทคนิคการถ่ายภาพเท่าที่ศึกษามา และประสบการณ์ส่วนตัวในการถ่ายสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วยภาษาที่ง่าย ๆ เพื่อให้เพื่อน ๆ ถ่ายภาพออกมากันสวย ๆ นะครับ blog.suaythep.com แชร์ด้วยใจ. . .

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น